3 ทีมแชมป์กลุ่มที่ไม่มีใครอยากเจอ

การแข่งขัน UCL รอบต่อไปจะเป็นการแข่งขันแบบน็อคเอาท์แข่งกันสองเกม ผลัดกันเป็นทีมเยือนแล้วเอาผลการแข่งขันมาวัดกันใครทำได้ดีกว่าก็เข้ารอบไป ทีนี้การจับสลากมันมีเงื่อนไขหลักอยู่ว่าทีมที่เคยอยู่กลุ่มเดียวกัน ทีมที่มาจากชาติเดียวกัน จะไม่สามารถเจอกันได้ อีกอย่างจะเป็นการจับสลากแบบแชมป์กลุ่มเจอกับรองแชมป์กลุ่ม เรามาดูกันว่าทีมแชมป์กลุ่มทั้ง 8 นั้น ใครน่ากลัวจนไม่น่าเจอมากที่สุดตอนนี้
ลิเวอร์พูล
ชั่วโมงนี้หากให้จิ้มทีมแชมป์กลุ่มที่ไม่มีใครอยากเจอมากที่สุด ต้องเป็นลิเวอร์พูลจากเกาะอังกฤษแน่นอน พวกเค้ามีความแข็งแกร่งทั้งเกมรุกและเกมรับ เกมรับนำโดยเวอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังที่น่าจะเป็นเบอร์ 1 ของโลกแล้วตอนนี้ กับ อลิซซอน ผู้รักษาประตูจอมหนึบ กองหน้าสามตัวแนวรุก เฟอร์มิโน่ , มาเน่, ซาลาห์ สามคนนี้พร้อมจะทำให้ตาข่ายไหวได้ตลอดเวลายังไม่นับผู้เล่นจากตำแหน่งอื่นที่พร้อมจะทำประตูได้ด้วย แข็งแกร่งทั้งรุกรับแบบนี้ใครเจอถ้าตั้งสติไม่ดีอาจจะตกรอบไปแบบหมดทางสู้
บาร์เซโลน่า
ต่างดาว บาร์เซโลน่า อาจจะเริ่มต้นฤดูกาลได้ไม่ดีเท่าไร ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เมสซี่ เจ็บไม่ได้ลงสนามีผลอย่างมาก แต่พอเมสซี่ กลับมา ทุกอย่างก็กลับมาเข้าที่เข้าทาง บวกกับ อองตวน กรีซมันน์ กองหน้าตัวเก่งที่ซื้อมาเริ่มปรับตัวเข้ากับระบบทีมได้แล้ว อะไรๆก็ดูลงล็อคไปหมด เจอแบบนี้เข้าไปไม่มีใครอยากเจอชาวต่างดาวแน่นอน เพราะหากเผลอเราอาจจะโดนมนุษย์ต่างดาวที่ชื่อว่า เมสซี่ เสกประตูในรูปแบบที่คิดไม่ถึง
บาเยิร์น มิวนิค
อันดับที่ 3 ยอมรับว่าตัดสินใจยากจริงระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค, ยูเวนตุส กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ถ้านับผลงานในถ้วยนี้อย่างเดียว ต้องยอมรับว่า บาเยิร์น มิวนิค เป็นทีมที่ผลงานร้อนแรงมาก คงเส้นคงวาที่สุด รอบแบ่งกลุ่มชนะรวด 6 เกมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แถมดูเหมือนทีมจะมาเน้นถ้วยนี้แทนเพราะในลีคผลงานดูไม่กระเตื้องขึ้นเท่าไร ยิ่งทำให้น่ากลัวขึ้นเยอะ ต้องมาดูกันว่า ใครจะมาแจ็กพ็อตเจอสามทีมนี้

เดวิด มอยส์ กับโอกาสกลับมาสร้างชื่อ (อีกครั้ง)

ย้อนกลับไปช่วงเวลาที่ ป๋า เฟอร์กี้ กำลังจะลาออก เชื่อหรือไม่ว่า ชื่อของเดวิด มอยส์ ไม่ได้อยู่ในสายตาของแฟนบอลเลยแม้แต่น้อย จริงอยู่ว่าผลงานของเค้ากับเอฟเวอร์ตันก็ถือว่าดีนะ แต่หากจะให้ขึ้นมาคุมทีมลุ้นชั้นดูจะไม่เข้ากันเท่าไร แล้วมันก็จริง การขึ้นมาคุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดครั้งนั้นถือว่าพลาดมาก จนทำให้เจ้าตัวโดนปลดออกไป จากนั้นก็ดูเหมือนจะหลุดโฟกัสไปเลย มาตอนนี้ชื่อของเค้ากลับมาอีกครั้งในเวทีพรีเมียร์ลีค
เอฟเวอร์ตัน การเปลี่ยนแปลงต้องมี
เอฟเวอร์ตันเองหลังจากเสียเดวิด มอยส์ ออกไป เค้าเองก็มองหาผู้จัดการทีมมาหลายคนเหมือนกัน คนปัจจุบันคือ มาร์โก ซิลวา นายใหญ่คนนี้ก็ถือว่าทำงานผลงานได้ดีทีเดียว แต่ฤดูกาลนี้ต้องบอกว่าทุกอย่างเหมือนไม่เป็นไปตามต้องการ นักเตะหลายคนฟอร์มไม่ดีเอาเลย ทำให้ตอนนี้เอฟเวอร์ตันอยู่ในพื้นที่ไม่ดีเท่าไรสำหรับการต่อสู้ในลีค ทำให้ตอนนี้พวกเค้าเริ่มจะมีข่าวออกมาว่าจะเปลี่ยนแปลงด้วยการเอานายเก่าคนเดิมอย่างเดวิด มอยส์ กลับมาแล้ว
เดวิด มอยส์ โอกาสสร้างชื่ออีกครั้ง
หากเราคิดตามข่าว สมมุติว่า เอฟเวอร์ตัน ปลด ซิลวา ออกไปแล้วเอา เดวิด มอยส์ เข้ามาเนื่องจากผลงานของมอยส์ยุคนั้นกับเอฟเวอร์ตันมันโหดจริง ต้องบอกว่านี่เป็นโอกาสที่ดีของเค้าในการกลับมาแก้มืออีกครั้ง กับทีมเดิม แต่คราวนี้ลูกทีมไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การพาเอฟเวอร์ตัน กลับมาได้ สำหรับมอยส์ ก็ไม่ยากเท่าไรนัก ยิ่งตอนนี้ทีมในพรีเมียร์ลีคยกระดับมาตรฐานสูงขึ้นมาก หากมอยส์คิดว่าแบบเดิมเอาตัวรอดได้คิดผิดเลย
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ฟุตบอลแบบมอยส์ มันค่อนข้างจะโบราณมาก แต่ข้อดีของมันก็คือ การเล่นบอลไดเรคยาวๆเอาตัวเข้าชน เข้าแทงค์ เข้าแลก บอกเลยว่าบางกรณีมันก็สามารถคว้าแต้มได้ตามต้องการ หากเก็บแต้มได้เรื่อยๆตามต้องการโอเคโอกาสการเข้าถึงพื้นที่ฟุตบอลยูโรป้า อาจจะยาก แต่หากตั้งเป้าไว้ที่ครึ่งบนตาราง มอยส์ น่าจะทำได้อยู่

อัศวินสีส้ม แซงหน้า ตราไก่ คว้าแชมป์กลุ่มเข้าสู่สู่รอบรองชนะเลิศ


ฟุตบอลศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก 2018-2019 เป็นการแข่งขันนัดสุดท้ายในลีก A กลุ่ม 1 ระหว่าง เยอรมัน เปิดสนามเฟลตินส์ อารีนา ในเมืองเกลเซนเคียร์เชน ต้อนรับการมาเยือนของ เนเธอร์แลนด์
ซึ่งเกมส์นี้ทีมเยือนต้องการเพียงแต้มเดียวจากเกมส์นัดนี้เท่านั้นก็จะเข้ารอบต่อไป

โยอาคิม เลิฟ กุนซือเจ้าถิ่นซึ่งยังสะกดคำว่าชนะไม่เป็นเลยในรายการนี้ จนต้องตกชั้นลงไปเล่นในลีก B แน่นอนแล้ว เลือกจัดทัพมาในระบบ 3-4-3 โดยใช้แนวรุกเป็นสามประสานดาวรุ่งอย่าง
แซร์ช กนาบรี้, ติโม แวร์เนอร์ และ เลรอย ซาเน

ด้านผู้มาเยือนของ โรนัลด์ คูมัน ขอเพียงแค่ไม่แพ้ก็จะคว้าแชมป์กลุ่ม 1 พร้อมตีตั๋วเข้ารอบรองชนะเลิศทันที วางหมากมาในแผน 4-2-3-1 ด้วยการใช้ เมมฟิส เดปาย ค้ำหน้าเป้าคอยทำเกมรุกร่วมกับ
ควินซี โพรเมส, จอร์จินโญ ไวจ์นัลดุม และ ไรอัน บาเบิล ออกสตาร์ทเกมมาเพียงแค่ 9 นาทีเท่านั้น เป็นฝั่งของเยอรมันที่สามารถพังประตูขึ้นนำได้อย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ กนาบรี้ ดีดบอลเร็วให้
แวร์เนอร์ ใช้ศีรษะแต่งลูกก่อนจะหวดด้วยขวาตุงตาข่าย ส่งให้อินทรีเหล็กออกนำ 1-0

ถัดมานาทีที่ 19 อดีตแชมป์โลก 4 สมัยก็จัดการบวกลูกสองเพิ่มได้อีก จากจังหวะที่ โทนี โครส วางบอลยาวตั้งแต่กลางสนามไปให้ ซาเน แต่งหาเหลี่ยมหนีแนวรับทีมเยือนก่อนจะซัดด้วยซ้ายข้างถนัด
ไปแฉลบขาของ เคนนี เตเต้ แบ็คขวาอัศวินสีส้มเข้าไป ช่วยให้เจ้าบ้านหนี่ห่างเป็น 2-0 ก่อนจะจบ 45 นาทีแรกไปด้วยสกอร์นี้ครึ่งหลังขุนพลออรันเยพยายามเร่งเกมบุกมากขึ้น เพื่อหวังตามตีไข่แตกให้ได้
จนมาทำสำเร็จในนาทีที่ 85 จากจังหวะที่ มาร์เทน เดอ รูน ไหลบอลให้ โพรเมส จับด้วยขวาแล้วซัดด้วยขวาหน้าเขตโทษอย่างเด็ดขาด

ทำให้เนธอร์แลนด์ไล่มาเป็น 1-2 โดยเกมทำท่าว่าจะจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าย้านอยู่แล้ว ทว่าในนาทีที่ 90 ทีมเยือนกลับมาตามตีเสมอได้แบบเหลือเชื่อ จากจังหวะที่ ทอนนี วิลเฮนา
ตัวสำรองที่ลงมาแทน ไวจ์นัลดุม ตั้งแต่นาทีที่ 60 เปิดบอลด้วยซ้ายทางกราบขวาเข้าเขตโทษไปโดน โยชัว คิมมิช โหม่งสกัดไม่ดีกลายเป็นมาชงให้ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ วอลเลย์ตามน้ำด้วยขวาตุงตาข่าย
ทำให้สุดท้ายจบเกมด้วยผลเสมอ 2-2

ผลเสมอในเกมนี้ ทำให้บทสรุปของลีก A กลุ่ม 1 กลายเป็นเนเธอร์แลนด์ที่คว้าแชมป์กลุ่มไปครอง แม้ว่าจะมี 7 คะแนนเท่ากับอันดับ 2 อย่างฝรั่งเศส แต่อัศวินสีส้มมีเฮดทูเฮดดีกว่า ทำให้ได้ผ่านเข้าไปเล่น
ในรอบรองชนะเลิศที่จะแข่งขันในช่วงเดือนมิถุนายนปีหน้า ส่วนเยอรมันจบอันดับ 3 สุดท้ายของกลุ่ม 1 ด้วยการมีแค่ 2 คะแนน และไม่ชนะทีมใดเลย สรุป 4 ทีมจากลีก A ที่ผ่านเข้ารอบฯ มี โปรตุเกส ,
อังกฤษ , สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์

เชลซี ขยายสัญญาใหม่ เอแด็น อาซาร์ ไม่ปล่อยไปแน่

เชลซี

นักเตะของเชลซีที่ทำผลงานได้ดีในเวลานี้คงจะหนีไม่พ้น เอแด็น อาซาร์ จอมทัพนักเตะทีมชาติเบลเยียม ซึ่งกำลังเป็นที่หมายตาของสโมรสรยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด หลังเจ้าตัวได้เกริ่นว่าอยากย้ายไปร่วมทีมด้วย
เจ้าตัวเผยว่าพร้อมที่จะเปิดการเจรจาเรื่องการต่อสัญญาใหม่กับต้นสังกัดเช่นกัน ถึงแม้ว่าบางครั้งก็ฝันอยากย้ายไปเล่นให้ เรอัล มาดริด เพราะเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และอีกอย่างเขาก็อยากสวมชุด “ราชันชุดขาว” มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว

เอแด็น อาซาร์ เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่งของ เชลซี สโมสรฟอร์มแกร่งแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดใจพร้อมที่จะเจรจาเรื่องการขยายสัญญาใหม่กับสิงโตน้ำเงินคราม “เชลซี” ยอมรับแม้บางครั้งจะคิดเรื่องย้ายไปเล่นให้ราชันชุดขาว
“เรอัล มาดริด” ก็ตาม อาซาร์ จอมทัพฟอร์มระเบิดวัย 27 ปี ได้รับค่าเหนื่อยจากสัญญาปัจจุบันอยู่ที่ 200,000 ปอนด์ (ราว 9 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ซึ่งสัญญานี้จะหมดลงหลังจบฤดูกาลหน้า
โดยตอนนี้นักเตะกำลังทำผลงานได้อย่างสุดยอดภายใต้การคุมทัพของกุนซือ เมาริซิโอ ซาร์รี่

ก่อนหน้านี้ อาซาร์ เคยอยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ มานาน 6 ปี ยอมรับว่าฝันอยากย้ายไปเล่นให้ เรอัล มาดริด แต่ตอนนี้ดูเหมือนนักเตะจะเปิดใจแล้วเพราะเขาพร้อมเปิดการเจรจาในเรื่องการขยายสัญญากับต้นสังกัดแล้ว
“ผมสามารถพูดได้ตอนนี้เลยว่าถ้าพวกเขาเข้ามาหาผม แน่นอนว่าผมจะพูดคุยเรื่องนี้ทันที และผมไม่อยากพูดว่าผมไม่ได้คุยกับสโมสรหรือเจ้าของทีม ผมมีโอกาสได้พูดคุยเรื่องนี้กับพวกเขาบ่อยมาก
บางครั้งตอนที่ผมตื่นเช้าในหัวของผมก็คิดเรื่องการย้ายทีมนะ แต่บางครั้งผมก็คิดว่าผมอยากจะอยู่ต่อไป มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากจริง ๆ สำหรับอนาคตของผม ผมอายุ 27 ปีแล้ว และจะครบ 28 ปีเดือนมกราคมนี้”

“นั้นคือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงพูดเรื่องนี้หลังฟุตบอลโลก และผมบอกไปแล้วว่ามันถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนเพราะผมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก ผมกำลังทำผลงานได้ดีมาก ๆ ในตอนนี้ เรอัล มาดริดเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”
“ผมไม่อยากโกหก มันเป็นความฝันของผมตั้งแต่ผมเด็ก ๆ ผมฝันเกี่ยวกับสโมสรนี้ เราคงจะได้เห็นกัน ผมไม่อยากพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกวันหรอก ผมไม่มีเวลาขนาดนั้น แต่เราจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องอนาคตของผมในเร็ว ๆ นี้” อาซาร์ ระบุ

ทั้งนี้ผลงานที่โดดเด่นล่าสุดของ เอแด็น อาซาร์ คือเกมระหว่างเซาธ์แฮมป์ตัน 3-0 ที่อาซาร์ช่วยทำประตูให้กับทีม 1 ประตู ในนาทีที่ 30 กลายเป็น เชลซี ออกนำ 1-0 รอสส์ บาร์คลี่ย์ ขโมยบอลมาได้ก่อนแทงให้ เอแด็น อาซาร์
หลุดไปแปตุงตาข่ายและเป็นประตูที่ 7 ในลีกของเขาฤดูกาลนี้ และกลับมาคว้าชัยในลีกได้ในรอบ 2 เกม หลังสะดุดเสมอสองเกมติดต่อกัน ส่งผลให้ สิงห์บลูส์ เชลซี ขึ้นไปรั้งจ่าฝูงชั่วคราว

แนวทางการบริหารที่ได้จากป๋า

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือชายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการลูกหนัง หลังจากที่ป๋าได้วางมือไปแล้ว แน่นอนว่าหลายคนก็คงจะอยากรู้เคล็ดลับความสำเร็จของเค้าว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเค้าก็มักจะบอกเสมอๆเวลาต้องไปบรรยายที่ไหนก็ตาม อย่างเช่นล่าสุดที่มิลาน ป๋าได้เล่าเรื่องราวเล็กๆที่เราหยิบเอามาเป็นแนวทางในการบริหารได้เหมือนกัน

อย่าปล่อยปัญหาให้เนิ่นนานไป

จากการบรรยายล่าสุด ป๋า จะเล่าว่าเค้ามักจะต้องออกไปแสดงความรู้สึกหลังเกมการแข่งขันกับนักเตะเสมอ ว่าเค้าคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์ในสนามทั้งในแง่ที่ดีและไม่ดี บางครั้งผู้ช่วยก็จะรั้งไว้ว่าให้ไปคุยวันถัดไป แต่เซอร์อเล็กซ์บอกว่าไม่ได้ เค้าต้องรับรู้เดี๋ยวนี้ ตรงนี้บอกเลยว่า ป๋า จะไม่ปล่อยปัญหาให้ทิ้งไว้เนิ่นนาน เค้าต้องจัดการอะไรบางอย่ากับปัญหาเสียก่อน

ทัศนคติที่ดี คือสิ่งที่สำคัญ

การบริหารทีมของท่านเซอร์นั้น หลายคนอาจจะนึกถึง ไดร์เป่าผมอันเลื่องชื่อ งานนี้ท่านเซอร์เปิดเผยเองว่าใช้ไปแค่ 6 ครั้งตลอด 27 ปี อันนี้ไม่เชื่อนะบอกตรงๆ แต่ที่เชื่อก็คือ เค้าบอกว่าเค้ามักจะมอบทัศนคติที่ดีให้กับผู้เล่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหนัก เล่นให้เป็นทีม และเล่นให้สนุก ตรงนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารงานเลย หากเรามอบทัศนคติที่ดีส่งผ่านไปถึงลูกน้องได้ เค้าก็จะแสดงออกมาในรูปแบบของการกระทำที่ดีเอง

ทีมสำคัญกว่านักเตะ

อีกเรื่องที่เราหยิบมาประยุกต์ใช้ได้ก็คือ เรื่องการปล่อยผู้เล่นออกจากทีมของเซอร์อเล็กซ์ แน่นอนว่ามันย่อมเป็นเรื่องเจ็บปวดที่เราต้องบอกลานักเตะที่ร่วมเล่นด้วยกันมา แต่ท่านเซอร์ก็ต้องยอมทำเพื่อให้ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สิ่งที่ดีที่สุดถึงแม้ว่าเค้าอาจจะต้องเสียใจก็ตาม เปรียบไปก็เหมือนกับเราที่ต้องทำงานโดยยึดบริษัทเป็นหลักไม่ใช่ตัวบุคคลนั่นเอง